พระราชบัญญัติ รับราชการทหาร
                            พ.ศ.๒๔๙๗
                             - - - - - -
                       ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
           ให้ไว้ ณ วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๙๗
                   เป็นปีที่ ๙ ในรัชกาลปัจจุบัน

ดังนี้
มาตรา ๗  ชายที่มีสัญชาติเป็นไทยตามกฎหมาย มีหน้าที่รับราชการทหารด้วยตนเองทุกคนความในมาตรา ๑๒ เดิมถูกยกเลิกโดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ. รับราชการทหาร     (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๑๖ และใช้ความใหม่แทนดังต่อไปนี้

มาตรา ๑๒  บุคคลซึ่งได้ลงบัญชีทหารกองเกินตามมาตรา ๑๖ หรือทหารกองเกินหรือทหารกองหนุนผู้ใดประสงค์จะไปอยู่ต่างท้องที่ในอำเภอเดียวกันหรือต่างอำเภอเป็นการชั่วคราวเกินสามสิบวัน ให้แจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ที่ตนเข้ามาอยู่และให้นายอำเภอที่ได้รับแจ้งทำการสอบสวนและออกใบรับให้ แล้วแจ้งให้นายอำเภอท้องที่ที่ผู้นั้นมีภูมิลำเนาทหารทราบ    
ถ้าบุคคลตามวรรคหนึ่งประสงค์จะย้ายภูมิลำเนาทหาร ให้แจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ที่ตนเข้ามาอยู่นั้น ให้นายอำเภอที่ ได้รับแจ้งทำการสอบสวน เมื่อพิจารณาเห็นว่าผู้ขอย้ายได้มาตั้งทำมาหาเลี้ยงชีพเป็นประจำหรือมีที่อยู่เป็นหลักฐาน และไม่ประสงค์จะหลีกเลี่ยงรับราชการทหาร ก็ให้แจ้งไปยังนายอำเภอท้องที่ที่เป็นภูมิลำเนาทหารกองเกินทราบ เมื่อได้รับตอบยืนยันเป็นการถูกต้องจึงให้รับแจ้งการย้ายภูมิลำเนาของบุคคลนั้นและออกใบรับให้ แล้วนายอำเภอที่ที่เกี่ยวข้อง แจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดของตนทราบ    
“การแจ้งย้ายตามวรรคหนึ่งและวรรคสอง ให้กระทำภายในสามสิบวันนับตั้งแต่วันที่เข้ามาอยู่ในท้องที่”

มาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ.รับราชการทหาร (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๑๖ ให้เพิ่มความขึ้นเป็นมาตรา๑๒ ทวิ ดังต่อไปนี้.-
“มาตรา ๑๒ ทวิ  บุคคลซึ่งได้ลงบัญชีทหารกองเกินตามมาตรา ๑๖ หรือทหารกองเกินหรือทหารกองหนุนผู้ใดได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อสกุล  ให้ผู้นั้นนำหลักฐานไปแจ้งต่อนายอำเภอท้องที่ที่เป็นภูมิ
ลำเนาทหารทราบภายในสามสิบวันนับตั้งแต่วันที่ได้รับอนุญาต  ให้นำนายอำเภอออกใบรับให้และแก้ไขใบสำคัญและบัญชีให้ถูกต้อง  ในกรณีหนังสือสำคัญหรือใบสำคัญที่จังหวัดเป็นผู้ออก ให้ส่งผู้ว่าราชการจังหวัดและสัสดีจังหวัดจัดการแก้”

                                            

ความในมาตรา ๑๖ เดิมถูกยกเลิกในมาตรา ๗ แห่ง พ.ร.บ. รับราชการทหาร (ฉบับที่ ๔) พ.ศ.๒๕๑๖  และใช้ความใหม่แทน ดังต่อไปนี้                      
“มาตรา ๑๖  บรรดาชายซึ่งมีสัญชาติไทย เมื่อมีอายุย่างเข้าสิบแปดปี ในพุทธศักราชใด ให้ไปแสดงตนเพื่อลงบัญชีทหารกองเกินภายในพุทธศักราชนั้น
ผู้ใดไม่สามารถไปลงบัญชีทหารกองเกินด้วยตนเองได้ ต้องให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะและเชื่อถือได้ไปแจ้งแทน ให้นายอำเภอสอบสวน เมื่อเห็นว่าถูกต้องให้ลงบัญชีทหารกองเกินไว้ ถ้าไม่มีผู้มาแจ้งแทนให้ถือว่าผู้นั้นหลีกเลี่ยงขัดขืนไม่มาลงบัญชีทหารกองเกิน
เมื่อได้รับการขอลงบัญชีทหารกองเกินตามมาตรานี้ ให้นายอำเภอออกใบสำคัญหรือใบรับให้ผู้ขอลงบัญชีทหารกองเกินไว้เป็นหลักฐาน  หากใบสำคัญชำรุดหรือสุญหาย ให้ผู้ถือแจ้งต่อนายอำเภอท้องที่เพื่อขอรับใบสำคัญใหม่  โดยเสียค่าธรรมเนียมฉบับละหนึ่งบาท แต่ถ้าการชำรุดหรือสูญหายนั้นเป็นเพราะเหตุสุดวิสัยก็ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม
ผู้ซึ่งได้ลงบัญชีทหารกองเกินตามมาตรานี้  ให้ถือว่าเป็นทหารกองเกิน ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม ของพุทธศักราชถัดไป
การลงบัญชีทหารกองเกินตามมาตรานี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง
ความในมาตรา ๓๖ เดิมถูกยกเลิกโดยข้อ ๙ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๒๖ และใช้ความใหม่แทน ดังต่อไปนี้

“มาตรา ๓๖ ทหารกองเกินหรือทหารกองหนุนมีหน้าที่เข้ารับราชการทหารในการเรียกพลเพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึกวิชาทหาร หรือ เพื่อทดลองความพรั่งพร้อมและในการระดมพล
กระทรวงกลาโหมมีอำนาจกำหนดให้ทำการเรียกพลเพื่อตรวจสอบ   เพื่อฝึกวิชาทหารหรือเพื่อทดลองความพรั่งพร้อมตามที่เห็นสมควร ส่วนการระดมพลให้ทำโดยพระราชกฤษฎีกา”
การเรียกเข้ารับราชการทหารตามวรรคแรก    ให้กระทรวงกลาโหมเป็นผู้จัดเตรียมและอำนวยการ และให้กระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ดำเนินการเรียกและส่งทหารเข้ารับราชการตามความประสงค์ ของกระทรวงกลาโหมการผ่อนผันไม่ต้องเรียกไม่ต้องเข้ารับราชการทหารตามมาตรานี้  ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง

“มาตรา ๓๗  ทหารกองเกินและทหารกองหนุนที่ถูกเรียกเข้า รับราชการตามมาตรา ๓๖  และทหารประจำการต้องอยู่ในวินัยทหารเหมือนทหารกองประจำการ”
ความในมาตรา ๔๓ เดิมถูกยกเลิกโดยมาตรา ๑๑ แห่ง พ.ร.บ.รับราชการทหาร (ฉบับที่ ๔)พ.ศ.๒๕๑๖  และใช้ความใหม่แทนดังต่อไปนี้

“มาตรา ๔๓  ทหารกองเกินหรือทหารกองหนุนผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา  ๑๒ มาตรา ๑๒ ทวิ หรือ มาตรา๑๕ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองร้อยบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
บุคคลใดได้ลงบัญชีทหารกองเกินตามมาตรา ๑๖ แล้ว แต่ยังไม่เป็นทหารกองเกิน ไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๒ หรือ มาตรา ๑๒ ทวิ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกิน หนึ่งร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

  มาตรา ๔๖    ทหารกองเกินหรือทหารกองหนุนผู้ใดหลีกเลี่ยง

   หรือขัดขืนไม่เข้ารับราชการทหารในการเรียกพล   เพื่อฝึกวิชาทหาร หรือเพื่อทดลองความพรั่งพร้อม     หรือในการระดมพล ตามมาตรา 36 ต้องระวางโทษ    จำคุกตั้งแต่ สามเดือนถึงสี่ปี     

                                                         

“มาตรา ๔๗  ทหารกองเกินหรือทหารกองหนุนผู้ใดหลีกเลี่ยงหรือขัดขืน  ไม่เข้ารับราชการทหารในการเรียกพล เพื่อตรวจสอบตามมาตรา ๓๖ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกิน สามร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

“มาตรา ๔๘  บุคคลใดทำร้ายร่างกายตนเองหรือให้ผู้อื่นทำเพื่อจะให้พ้นจากการรับราชการทหารตามพระราชบัญญัตินี้ มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไปจนถึงแปดปี ผู้สมรู้เป็นใจในการทำร้ายร่างกายเพื่อความมุ่งหมายดังกล่าวนี้   มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนขึ้นไปจนถึงสี่ปี

“มาตรา  ๔๙   บุคคลใดใช้อุบายหลอกลวงให้เจ้าหน้าที่หลงเชื่อโดยเจตนาหลีกเลี่ยงให้พ้นจากการเข้ารับราชการทหารตามพระราชบัญญัตินี้จนเป็นผลสำเร็จ  หรือยุยงเสี้ยมสอนจนเกิดความผิดตามมาตรานี้มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี